เทคนิคการสอนคณิตศาสตร์
วิธีการสอน
ในการจัดการเรียนการสอนถ้าครูใช้วิธีการสอนที่เหมาะสมกับวิธีการเรียนของผู้เรียนแล้ว จะทำให้การเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และคงทนยั่งยืน ถ้าผู้เรียนได้รับการสอนที่สอดคล้องกับวิธีการเรียนที่ตนชอบ จะทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น มีทัศนคติที่ดีต่อการสอน และมีวินัยในตนเอง สำหรับวิธีการสอนของครูมีการแบ่งได้หลายแบบ แต่จะนำเสนอเฉพาะวิธีที่น่าสนใจ ดังนี้
วิธีสอนคณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ 11 วิธี
1. วิธีการสอนตามคู่มือ สสวท.
ขั้นตอนการสอน มี 5 ขั้นตอน ได้แก่
– ใช้สื่อประกอบของจริง รูปภาพ สัญลักษณ์
– ใช้กิจกรรมเสริม เช่น การจัดป้านนิเทศในชั้นเรียน
– ตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียน ถ้าไม่เข้าใจก็ทบทวนหรือสอนใหม่ ถ้าเข้าใจจึงผ่านไปขั้นสรุปต่อไป
– สรุปเป็นวิธีลัด หรือความคิดรวบยอด
– ทำแบบฝึกหัดในหนังสือเรียน บัตรงาน
– ตรวจสอบผลการเรียนและการนำไปใช้ ถ้าไม่ผ่านก็จัดสอนซ่อมเสริม ถ้าผ่านก็สอนเนื้อหาใหม่ต่อไป
2. วิธีสอนตามหลักของโพลยา
เรื่องที่สอน จะนิยมใช้ในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์
ขั้นตอนการสอน มี 4 ขั้นตอน ได้แก่
1) ทำความเข้าใจปัญหา ขั้นตอนนี้ครูมีบทบาทสำคัญมาก ครูจะต้องทำหน้าที่ตั้งคำถามนำเพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจโจทย์ข้อนั้น ๆ อย่างถูกต้อง ตัวอย่างคำถาม เช่น โจทย์บอกอะไรมาให้เรารู้บ้าง โจทย์ต้องการรู้อะไร โจทย์ต้องการให้เราทำอะไร ผู้เรียนสามารถพูดเกี่ยวกับโจทย์เป็นคำพูดของตัวเองได้หรือไม่ โจทย์ข้อนี้ผู้เรียนจะวาดรูปเพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ หรือไม่ เป็นต้น
2) วางแผนในการแก้ปัญหา ขั้นตอนนี้ครูจะแสดงบทบาทไปพร้อม ๆ กับผู้เรียน ร่วมกันวางแผนเพื่อแก้ปัญหาโจทย์ อาจมีคำถามนำเพื่อวางแผน เช่น ผู้เรียนเคยแก้โจทย์ปัญหาที่คล้าย ๆ กับโจทย์ข้อนี้ไหม ผู้เรียนคิดว่าโจทย์ข้อนี้ควรทำอย่างไร
3) ลงมือทำตามแผน ขั้นตอนนี้ผู้เรียนจะลงมือคำนวณตามแนวทางที่จัดไว้ในขั้นตอนที่ 2
4) ตรวจวิธีการและคำตอบ เป็นขั้นตอนของการตรวจสอบความถูกต้องของการคิดคำนวณ การลงความเห็นหรือสรุปเป็นหลักการของการคำนวณ
– กิจกรรมให้เข้าใจโดยใช้ของจริง ของจำลอง ภาพ สัญลักษณ์
– กิจกรรมเสริมความเข้าใจโดยใช้ภาพ สัญลักษณ์
– กิจกรรมเสริมสร้างเจตคติโดยใช้สถานการณ์ หรือเกม การแข่งขัน
– ฝึกแก้โจทย์ปัญหาตามสถานการณ์
– ส่งเสริมการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
– สังเกตการณ์ตอบคำถาม การทำกิจกรรม
4. วิธีสอนแบบทักษะกระบวนการ
ยึดหลักปรัชญาการศึกษาแบบพิพัฒนาการ (Progressivism) โดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
ขั้นตอนการสอน มี 3 ขั้นตอน ได้แก่
1) ให้นักเรียนฝึกทักษะการท่องสูตรคูณเร็ว
2) ครูนำโจทย์ปัญหาให้ผู้เรียนฝึกวิเคราะห์ แล้วเขียนเป็นประโยคสัญลักษณ์ และหาคำตอบ
3) ครูและผู้เรียนช่วยกันสรุปเกี่ยวกับการวิเคราะห์โจทย์ปัญหา
ขั้นตอนการสอน มี 5 ขั้นตอน ได้แก่
– ใช้เพลง เกม หรือการแข่งขันคิดเลขเร็ว
– ทดสอบความรู้พื้นฐานที่สัมพันธ์กับเนื้อหาที่จะเรียนต่อไป
– อธิบายทบทวนพื้นความรู้เดิมก่อน
– สอนเนื้อหาใหม่ โดยใช้ภาพ สื่ออื่น ๆ ประกอบคำอธิบายทีละขั้นตอน
– ยกตัวอย่างวิธีทำ ถามผู้เรียนทีละคน ให้ช่วยกันคิดหาวิธีทำ จนเข้าใจแล้วแนะเทคนิควิธีคิดที่ง่าย ๆ แนะข้อผิดพลาดที่ผู้เรียนมักทำผิดหรือเข้าใจผิด
– ให้ผู้เรียนยกตัวอย่างโจทย์เอง และช่วยกันติดบนกระดานก่อนที่จะทำแบบฝึกหัด
– ให้แข่งขันกันคิดเลขด้วยเม หรือคิดเลขเร็ว
– ให้ทำแบบฝึกหัดตามตัวอย่าง ครูเดินตรวจทีละคน หากพบผู้เรียนที่ทำไมได้ ให้อธิบายทันทีก่อนให้การบ้าน
– เมื่อจบบทเรียนให้วัดมาตรฐานตัวชี้วัด
6.วิธีสอนสอดแทรกการฝึกทักษะการคิดคำนวณ
6.1 รูปแบบที่ 1 : ขั้นตอนการสอน มี 3 ขั้นตอน ได้แก่
ก่อนหรือหลังเรียนคณิตศาสตร์ในแต่ละวัน ครูใช้เวลา 5-10 นาที ห้ผู้เรียนฝึกทักษะการคิดคำนวณ
1. ฝึกการท่องสูตรคูณทุกครั้งที่มีการเรียนคณิตศาสตร์
2. ฝึกการคิดเลขเร็ว (ประมาณ 5 – 10 นาที) ทุกครั้งที่มีการเรียนคณิตศาสตร์ โดยใช้แบบทดสอบ/แบบฝึกที่ครูสร้างขึ้น
3) ฝึกการวิเคราะห์โจทย์ปัญหาทุกวัน อย่างน้อยวันละ 1 ข้อ
6.2 รูปแบบที่ 2 ขั้นตอนการสอน มี 3 ขั้นตอน ได้แก่
7. วิธีสอนแบบอุปนัย (Inductive Method)
การสอนแบบอุปนัย หมายถึง การสอนจากส่วนย่อยไปหาส่วนใหญ่ หรือจากตัวอย่างไปหาข้อสรุป
หรือกฎเกณฑ์ ซึ่งอาจเขียนเป็นแผนภาพ ได้ดังนี้
ขั้นตอนการสอน มี 3 ขั้นตอน ได้แก่
1) ขั้นเตรียม เป็นขั้นที่ครูทบทวนความรู้เดิมและเร้าความสนใจของผู้เรียน ครูอาจจะเล่าเรื่อง ใช้อุปกรณ์ ตั้งคำถาม
2) ขั้นสอน ครูให้ผู้เรียนดูตัวอย่างประกอบหลาย ๆ ตัวอย่าง เพื่อให้ผู้เรียนสังเกต
3) ขั้นเปรียบเทียบ ครูให้ผู้เรียนเปรียบเทียบตัวอย่างในขั้นที่ 2 ว่ามีความแตกต่างและคล้ายคลึง หรือมีความสัมพันธ์กันอย่างไรบาง ในข้นนี้ผู้เรียนอาจมีการทดลอง วิเคราะห์ผลจากการสังเกตหรือทดลอง
8. วิธีสอนแบบนิรนัย (Deductive Method)
การสอนแบบนิรนัย หมายถึง การสอนที่ให้ผู้เรียนรู้หลักเกณฑ์หรือข้อเท็จจริงเสียก่อน แล้วจึงให้เรียนข้อเท็จจริงปลีกย่อย หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการสอนจากกฎไปหาตัวอย่างที่เป็นรายละเอียด ซึ่งอาจเขียนเป็นแผนภาพ ได้ดังนี้
ขั้นตอนการสอน มี 4 ขั้นตอน ได้แก่
1) อธิบายปัญหา (Statement of Problem) ครูอธิบายว่าอะไรคือปัญหาและปัญหานั้นมีความสำคัญอย่างไร
2) การสรุปนัยทั่วไป (Generalization ) ครูแนะนำและอธิบายกฎ สูตร นิยาม ความจำเป็นต้องนำมาใช้แก้ปัญหานั้น
3) อนุมาน ( Inference ) นักเรียนเป็นผู้พิจารณาคัดเลือกการใช้กฎเกณฑ์หรือสูตร หรือนิยามมาใช้เพื่อแก้ปัญหา
4) ตรวจสอบพิสูจน์ (Verfication ) เมื่อนักเรียนนำกฎหรือสูตรหรือนิยามมาใช้แล้ว นักเรียนจะต้องตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งว่าถูกต้องหรือไม่ ในขั้นนี้อาจมีการค้นคว้าจากหนังสือหรือเอกสารหรือหลักฐานต่าง ๆ
9. วิธีสอนแบบสาธิต ( Demonstration )
การสอนแบบสาธิต หมายถึง การสอนที่ดำเนินการโดยครูเป็นผู้กำหนดปัญหา และแสดงวิธีการหาคำตอบ ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติตาม หากครูอธิบายได้ดีจะเป็นวิธีที่ประหยัดเวลา
ขั้นตอนการสอน มี 3 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นที่ 1 บอกความคิดรวบยอด ครูเป็นผู้กำหนดเรื่องที่จะสอนและบอกความคิดรวบยอดของเรื่องที่จะสอน เช่น ตัวประกอบของจำนวนนับใด ๆ คือ จำนวนนับที่หารจำนวนนั้นได้ลงตัว
ขั้นที่ 2 เสนอตัวอย่าง ครูแสดงตัวอย่างให้ผู้เรียนดูหลาย ๆ ตัวอย่าง เช่น 36 ÷ 6 = 6 , 45 ÷ 9 = 5 , 56 ÷ 7 = 8 ฯลฯ และครูแสดงจำนวนที่หารไม่ลงตัว เช่น 27 ÷ 6 = 4 เศษ 3 , 41 ÷ 8 = 5 เศษ 1 , 58 ÷ 7 = 8 เศษ 2 ฯลฯ พร้อมทั้งสรุปได้ความคิดรวบยอดตามที่กำหนดไว้ว่า จำนวนที่หารจำนวนใดลงตัวก็เป็นตัวประกอบของจำนวนนั้น
ในการสอนระหว่างขั้นที่ 1 บอกความคิดรวบยอด และขั้นที่ 2 เสนอตัวอย่างอาจสลับขั้นกันได้ บางครั้งอาจเสนอตัวอย่างก่อนแล้วจึงสรุปความคิดรวบยอด
ขั้นที่ 3 ฝึกปฏิบัติ ให้ผู้เรียนปฏิบัติโดยแสดงวิธีแก้ปัญหาโจทย์ที่มีความคิดรวบยอดตามที่เรียนไป โดยเรียนรู้จากแนวคิดที่ครูแสดงให้ดู
10. วิธีสอนเพื่อให้เกิดความคิดรวบยอด ( Concept Attainment )
การสอนเพื่อให้เกิดความคิดรวบยอด หมายถึง การสอนที่มุ่งให้ผู้เรียนรู้คุณลักษณะของสิ่งใดสิ่งหนึ่งเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง โดยสามารถระบุลักษณะเด่น ลักษณะรองของสิ่งนั้นได้ สามารถนำความรู้ที่เกิดขึ้นไปใช้ในสถานการณ์อื่น ๆ
ขั้นตอนการสอน มี 5 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นที่ 1 ครูจัดสถานการณ์ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ โดยการนำเสนอเหตุการณ์รายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ ให้ผู้เรียนได้รับรู้ สังเกต พิจารณาลักษณะเด่นและลักษณะประกอบของสิ่งนั้นๆ
ขั้นที่ 2 ครูให้ผู้เรียนระบุลักษณะเด่น และลักษณะรองของสิ่งที่ได้สังเกต และหาลักษณะที่เหมือนกันและลักษณะที่แตกต่างกัน
ขั้นที่ 3 ครูให้ผู้เรียนสรุปลักษณะสำคัญที่สังเกตได้ พร้อมกับให้ชื่อของสิ่งนั้น
ขั้นที่ 4 ครูตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียนและความเป็นไปได้ ความเหมาะสมของชื่อ ความคิดรวบยอดนั้น
ขั้นที่ 5 ครูกำหนดสถานการณ์ใหม่ให้ผู้เรียนได้นำความคิดรวบยอดที่เกิดขึ้นไปใช้
11. การสอนโดยใช้เทคนิค KWDL
การสอนโดยใช้เทคนิค KWDL หมายถึง เทคนิคการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาจากเทคนิค KWL ของโอเกิล (Ogle,1986) ที่ต้องอาศัยทักษะการอ่านเป็นพื้นฐาน นั่นคือ นักเรียนต้องมีความสามารถในการอ่านก่อนจึงจะสามารถพัฒนาทักษะการอ่านให้มีคุณภาพมากขึ้นด้วยเทคนิค KWL , KWDL และ KWL plus วิธีการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคหรือกระบวนการ KWDL มีขั้นตอนการดำเนินการเช่นเดียวกับ KWL เพียงแต่เพิ่มขั้น D ในขั้นตอนที่ 3 ซึ่ง KWDL มาจากคำที่ว่า
K : เรารู้อะไร (What we know) หรือโจทย์บอกอะไรเราบ้าง (สำหรับคณิตศาสตร์)
W : เราต้องการรู้ , ต้องการทราบอะไร (What we want to know)
D : เราทำอะไร , อย่างไร (What we do) หรือเรามีวิธีอย่างไรบ้าง หรือมีวิธีดำเนินการเพื่อหาคำตอบอย่างไร
L : เราเรียนรู้อะไรจากการดำเนินการ ขั้นที่ 3 (What we learned) ซึ่งคือคำตอบสาระความรู้ และวิธีหาคำตอบและ
ที่มา::https://goo.gl/ubNJvS
เทคนิคการสอนคณิตศาสตร์
เรื่องโจทย์ปัญหาเกี่ยวกับเงิน
คุณครูชลธิชา จันทร์แก้ว โรงเรียนอนุบาลบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แนะนำเทคนิคการสอนคณิตศาสตร์ โดยใช้เกม เพลงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เรียนมาสอน เพื่อให้ผู้เรียนได้ใช้วิธีทีหลากหลายในเ
รียนเรื่องการทอนเงิน ที่มา::
https://goo.gl/9WUe10